พว. รุกพัฒนาครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม เรียนรู้การสอนแบบ Active Learning

Posted by ADMIN 19/06/2020 0 Comment(s)

 

พว. รุกพัฒนาครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม เรียนรู้การสอนแบบ Active Learning

 

 

พว.เสริมอาวุธครูพระโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถ่ายทอดกลยุทธ์สอนแอคทีฟเลินนิ่ง 

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ(MOU)ในการสนับสนุนส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนแบบผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตัวเอง(Active Learning) ระหว่าง กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) โดยมี  ดร.ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา เป็นพยาน

 

                     พระครูสุวรรณสรานุกิจ ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่10 กล่าวว่า การที่เบญจภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้มาลงนามบันทึกข้อตกลงกับพว.เพราะได้ตั้งความหวังไว้ว่า สถาบันนี้จะทำให้การศึกษาของคณะสงฆ์ที่จัดการศึกษาอยู่ขณะนี้ จะยกระดับขึ้นอีกระดับหนึ่ง อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อครูที่จะนำนวัตกรรมใหม่ ๆไปสอนลูกศิษย์ เพราะครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่ค่อยได้รับการอบรม เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ และส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนที่อยู่ในชนบทห่างไกลโอกาสที่จะได้รับทราบถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นก็มีน้อย จึงถือว่าการร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้การศึกษาสายปริยัติธรรมดีขึ้น และมีความหวังอย่างที่ตั้งใจไว้ และกว่าจะมาถึงวันนี้ก็ใช้เวลานานพอสมควร 

 

                     “การเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง จะเป็นประโยชน์เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรม ไม่เหมือนสมัยก่อนที่อาตมาเรียน  ครูจะถือหนังสือเล่มเดียวไปเขียนที่กระดานให้นักเรียนอ่านก็จบ จะไม่มีการคิดวิเคราะห์เหมือนปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งที่ดีตรงกับหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนเรื่องอริยสัจสี่  เมื่อดูแล้วการเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่งก็ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้าที่เอามาใช้ อยู่ที่คนนำมาใช้จะใช้เป็นหรือไม่ เพราะการสอนโดยให้รู้ก็คือการคิดวิเคราะห์ รู้ปัญหา  รู้จักวิเคราะห์หลักสูตรก็ต้องรู้ปัญหา และปัญหาในทางพระพุทธศาสนาก็คือทุกข์  ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนต้องรู้ปัญหาคือเข้าใจในประเด็นที่จะต้องสอน นั่นคือ  หลักอริยสัจสี่ เมื่อรู้ปัญหาแล้วก็ต้องรู้สาเหตุของปัญหา เราจะสอนนักเรียน เราก็ต้องรู้ว่า นักเรียนคนไหนเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร จะแก้ปัญหาให้เขายังไง ซึ่งเราจะต้องเอาหลักอริยสัจสี่มาใช้และการคิดนวัตกรรมมาใช้เราก็ต้องรู้เข้าใจในวิธีการ ซึ่งเหล่านี้ตรงกับการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง”พระครูสุวรรณสรานุกิจกล่าว

 

                  ดร.ตวง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การเรียนการสอนของพระภิกษุสามเณรไม่ได้มีงบอุดหนุนรายหัว ซึ่งพระท่านก็จัดการศึกษาสายปริยัติธรรมตามบารมีของท่าน ดังนั้นจึงได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 ขึ้น โดยเนื้อหาสาระประกอบด้วย 1. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมจะต้องเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่มีตำแหน่ง เงินเดือน วิทยฐานะ 2.การจัดการเรียนการสอนของพระต่อไปจะต้องมีเงินอุดหนุนรายหัวที่เหมือนกับนักเรียนทั่วไป 3.การทำวิทยฐานะจะต้องได้มาตรฐานคุณภาพเทียบเคียงประสบการณ์ได้ เพราะฉะนั้น การที่จะทำได้ จำเป็นต้องหามืออาชีพมาช่วยพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งตนเห็นว่าพว. มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี ได้พัฒนาโรงเรียนรัฐ เอกชน ทำการวิจัยกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และล่าสุดผลงานของ พว.ถือว่าเป็นหนึ่งของประเทศไทย คือการร่วมมือกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างนวัตกรรมขึ้นมา คือสอนเด็กให้คิดนวัตกรรมได้ 1,000 ชิ้น ดังนั้นพว.น่าจะเข้ามาพัฒนาอบรมครูและบุคลากรของโรงเรียนพระปริยัติธรรมได้เป็นอย่างดี

 

                 ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมณย์ ประธานกรรมการ พว.กล่าวว่า ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างความเข้าใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งเราต้องรีบลงมือทำ โดยการพัฒนาอบรมไม่ใช่เป็นการพูดเพียงอย่างเดียว แต่ พว.จะส่งทีมลงไป 9 ทีม เพื่ออบรมตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ครูเห็นภาพของการเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง นำไปสู่การสร้างผลงานนวัตกรรม เมื่อทุกคนเอาผลมานำเสนอจะเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ต่างวิชาแต่เกิดจากกระบวนการเดียวกัน ดังนั้นองค์ความรู้ตรงนี้เมื่อสรุปออกมาเป็นหลักการก็ออกมาเป็นหลักการเดียวกัน จะเรียนยังไงก็ได้หลักการเดียวกัน ซึ่งถือว่าวันนี้เป็นมิติใหม่ของโรงเรียนปริยัติธรรมที่จะต้องลงไปสร้างความเข้าใจกับการเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง ซึ่งตรงกับหลักการสอนของพระพุทธศาสนา ที่ค่อนข้างเยอะ แต่การแปลไปสู่การปฏิบัติการเรียนรู้ในเชิงวิชาการจะต้องทำความเข้าใจ คือผู้เรียนต้องบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เหมือนกัน สามารถแยกประเภทได้